Forex คืออะไร? | การเทรด Forex คืออะไร? เริ่มต้นอย่างไร?

การเทรด Forex คือการเทรดสกุลเงินบนตลาดเปิดระดับสากล นักเทรด Forex หรือที่รู้จักกันว่า นักเทรดรายย่อย ทำการเก็งมูลค่าสกุลเงิน โดยนักเทรดพยายามคาดการณ์ว่า มูลค่าสกุลเงินที่หนึ่งจะขึ้นหรือลงเมื่อเทียบกับกับสกุลเงินที่สอง

ในการเทรดแต่ละครั้ง นักเทรด Forex จะต้องเลือกจำนวนที่ต้องการเทรด สกุลเงินที่ต้องการเก็งมูลค่า และระยะเวลาที่เปิดตำแหน่งทิ้งไว้ โดยคำร้องเปิดการเทรดจะถูกส่งไปยังตลาดโดยบุคคลที่สามที่บ่อยครั้งจะเรียกว่า โบรกเกอร์

ตลาด Forex เป็นตลาดเปิดและเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวัดจากปริมาณการเทรด สถาบันการเงินที่มีเอกสารถูกต้องจะสามารถเปิดและปิดตำแหน่งแทนลูกค้าของตน แต่ในการเทรดสกุลเงินเองนั้นมีผู้เล่นจำนวนมาก

ในขณะที่ตลาด Forex ขยับในปริมาณน้อยมาก ข่าวเศรษฐกิจอย่างเช่น การเพิ่มภาษีหรืออัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งผลกระทบกับมูลค่าสกุลเงินมาก นักเทรด Forex สามารถทำเงินในตลาดที่มีความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ดังนั้นแล้ว นักเทรดจะต้องทราบข่าวสารกิจกรรมสำคัญที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าเพื่อทำกำไร

โบรกเกอร์ Forex เป็นตัวแทนของนักเทรดรายย่อยที่มีสัดส่วนเงินลงทุนในตลาดที่ถือว่าน้อยมาก โดยผู้ที่ลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดคือ ธนาคาร ซึ่งบรรดาธนาคารต่างลงทุนและสร้างระดับความผันผวนของตนในตลาดอย่างต่อเนื่อง และนักเทรด Forex รายย่อยก็จะพยายามหาช่องทางทำกำไรจากความผันผวนดังกล่าว

เรียนรู้วิธีการเทรด FOREX อย่างไร

การเป็นนักเทรด Forex มีหลากหลายวิธีการ โดยนักเทรดจะมีอยู่สองประเภทหลัก และฉันคิดว่านักเทรดแต่ละประเภทจะให้ความสนใจในการเทรดอีกประเภทหนึ่ง

นักเทรดที่เพลิดเพลินกับข่าว และเข้าใจถึงผลกระทบของข่าวที่มีต่อเศรษฐกิจโลกและมูลค่าสกุลเงิน นักอ่านข่าวเหล่านี้จะได้เปรียบในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเป็น scalper และ day trader ที่เก่งกาจ

นักเทรดอีกแบบคือนักคณิตศาสตร์ที่ให้ความสนใจในคณิตศาสตร์และตัวเลข นักเทรดทางเทคนิคทำการเทรดโดยอาศัยข้อมูลตลาดและแนวโน้ม และเพลิดเพลินกับกลยุทธ์อันซับซ้อนเชิงลึกและต้องการสมาธิในการดำเนินการกับข้อมูลดังกล่าว

กลยุทธ์การเทรดเหล่านี้สามารถเกิดร่วมกันได้ ดังนั้นนักเทรดแต่ละแบบจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรดปัจจัยพื้นฐานและทางเทคนิคสักหน่อย แต่เราจะขอกล่าวในภายหลัง

การเทรด FOREX ทำกำไรหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าสกุลเงินในตลาด Forex นั้นเล็กน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดการเงินอื่น เช่น ตลาดหุ้น เพราะฉะนั้นแล้ว คุณจะได้กำไรในจำนวนที่ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปและความเสี่ยงที่ต้องเจอ ยกเว้นแต่ธนาคารที่ลงทุนด้วยเงินหลายล้านดอลลาร์ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเทรดรายย่อยใช้ leverage

นักเทรดใช้ leverage เพื่อขยายขนาดกำไรจากการเทรด  หมายความว่า liquidity provider ซึ่งโดยปรกติแล้วจะเป็นบุคคลที่ 3 จะให้คุณยืมเงินเพิ่มเติมเพื่อให้คุณถือตำแหน่งที่ใหญ่กว่า เมื่อจะใช้ leverage คุณจะต้องมีเงินมากพอที่จะครอบคลุมผลขาดทุนที่เกิดกับบัญชีของคุณตามจำนวน leverage ที่คุณใช้ หรือก็คือ leverage ทำให้คุณเสี่ยงมากขึ้น

แต่การมี leverage ให้กับนักเทรดจะทำให้การเทรด Forex ทำกำไรอย่างมาก ตราบเท่าที่นักเทรดชนะมากกว่าเสีย มีนักเทรดน้อยคนที่เก่งกาจพอที่จะลาออกจากงานและเป็น day trader เต็มตัว แต่ก็มีนักเทรดหลายคนที่หาเงินไปเที่ยวได้ทุกปี

ความเสี่ยงในการเทรด FOREX

ธรรมชาติของตลาดการเงินคือ ความผันผวนและขยับแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ตลาดสามารถขยับได้ทุกทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทิศทางที่คุณไม่คาดคิด  มีหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับตลาด และธนาคารขนาดใหญ่หลายเจ้ามีเงินทุนมากพอที่จะทำให้ตลาดขยับในทิศทางที่ธนาคารเหล่านี้จะทำกำไรได้

หากคุณคิดจะเทรดใน Forex คุณควรทราบว่า การเทรดในผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะแบบ CFD ที่เป็นการเก็งมูลค่าโดยธรรมชาติ คุณจะมีความเสี่ยงสูงมาก กฎข้อแรกคือ คุณไม่ควรทำการเทรดด้วยเงินที่เสียไม่ได้ กฎข้อที่สองคือ คุณควรคิดว่า คุณจะขาดทุนในบางครั้ง คุณมีหน้าที่ต้องคงอัตราส่วนแพ้-ชนะในอัตราที่เหมาะสม และคุณไม่ควรใช้เงินทุนเกินกว่า 2% ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง

ในการเทรด Forex คุณสามารถจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ แต่คุณไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด เตรียมรับการขาดทุน พร้อมรับกำไรและเตรียมรับสิ่งที่ไม่คาดคิด

แนวโน้มหมี กับ แนวโน้มกระทิง

หนึ่งในหลักการหลักของการเทรด Forex คือการเทรดตามแนวโน้ม หากตลาดขยับไปในทิศทางใด คุณสามารถคาดการณ์ว่า ตลาดจะขยับในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนกว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้น คุณจะได้ยินผู้คนพูดถึงสองแนวโน้มหลักในตลาด ซึ่งก็คือ แนวโน้มหมีและแนวโน้มกระทิง

แนวโน้มหมี

แนวโน้มหมีเป็นแนวโน้มปัจจุบันขาลง หมายความว่าแนวโน้มโดยรวมจะต้องตกลงไม่ว่ามีการขยับขึ้นสวนแนวโน้มมากสักแค่ไหน ภาพด้านล่างเป็นตัวอย่างของแนวโน้มหมี

แนวโน้มกระทิง

แนวโน้มกระทิงเป็นแนวโน้มปัจจุบันขาขึ้น ไม่ว่าจะมีการขยับขนาดเล็กสวนแนวโน้มขาขึ้นมากสักแค่ไหน

ซื้อและขาย

เมื่อนักเทรด Forex เก็งมูลค่าสกุลเงินและเปิดตำแหน่ง นักเทรดจะทำการเปิดตำแหน่งในทิศทางที่พวกเขาเชื่อว่าตลาดจะขยับ นักเทรดสามารถทำกำไรได้ทั้งจากตลาดหมีและตลาดกระทิง ตราบเท่าที่นักเทรดเลือกขายหรือซื้อเมื่อเปิดการเทรดได้ถูกต้อง

การซื้อ (Going Long) คือการที่นักเทรดเชื่อว่ามูลค่าสกุลเงินจะสูงขึ้น พวกเขาเชื่อว่าตลาดอยู่ในช่วงกระทิง ในกรณีนี้ นักเทรดจะซื้อสกุลเงินตัวแรก (สกุลเงินพื้นฐาน) ของคู่สกุลเงิน

การขาย (Going Short) นั้นตรงกันข้าม ซึ่งก็คือการแทงคนละด้านกับตลาดและคาดการณ์ว่า มูลค่าของคู่สกุลเงินที่จะเลือกเทรดตกลง ในกรณีนี้ นักเทรดซื้อคู่สกุลเงินตัวที่สองของคู่สกุลเงิน (สกุลเงินอ้างอิง) หากมูลค่าสกุลเงินตัวที่สองเพิ่มขึ้นแต่มูลค่าสกุลเงินตัวแรกตกลง นักเทรดจะได้กำไร

คู่สกุลเงิน FOREX

สกุลเงินจะทำการเทรดเป็นคู่เสมอ เพราะมูลค่าสกุลเงินหนึ่งจะเพิ่มหรือลดเมื่อเปรียบเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง และเมื่อเราเทรด forex เราจะขายหรือซื้อสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งจากคู่สกุลเงิน

เพื่อความเรียบง่ายและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทุกสกุลเงินจะมีรหัส 3 ตัวอักษรแทนตัวสกุลเงิน ตัวอักษรสองตัวแรกเป็นชื่อประเทศและตัวที่สามเป็นชื่อสกุลเงิน

ตัวอย่างเช่น USD คือดอลลาร์สหรัฐฯ (United States Dollar) และบาทไทย (Thailand Baht) คือ THB

ด้านล่างเป็นตัวอย่างของคู่สกุลเงินที่ประกอบด้วยดอลลาร์สหรัฐฯ และบาทไทย ที่คุณจะเห็นบน แพลทฟอร์มเทรด

คู่สกุลเงินประกอบด้วยสามกลุ่ม ซึ่งเรียกว่า คู่สกุลเงินหลัก คู่สกุลเงินรอง และคู่สกุลเงินหายาก    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมว่าคุณควรเทรด คู่สกุลเงินใดและควรหลีกเลี่ยงคู่สกุลเงินใด อ่านบทความที่นี่

คู่สกุลเงินหลัก

ประกอบด้วย 7 คู่สกุลเงินที่การเป็นผสมผสานระหว่างสกุลเงิน USD กับสกุลเงินหลักอื่น ๆ อันประกอบด้วย

  • USD/GBP
  • USD/EUR
  • USD/JPY
  • AUD/USD
  • USD/CAD
  • NZD/USD
  • USD/CHF

คู่สกุลเงินหลัก

ประกอบด้วยคู่สกุลเงินที่ไม่มีสกุลเงิน USD อยู่ในคู่สกุลเงิน แต่ประกอบด้วยสกุลเงินที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง อันอาจประกอบด้วย

  • EUR/GBP
  • GBP/JPY
  • CHF/CAD

คู่สกุลเงินหายาก

เป็นการจับคู่สกุลเงินที่สกุลเงินหนึ่งมาจากประเทศที่กำลังพัฒนาและอีกสกุลเงินหนึ่งที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คู่สกุลเงินเหล่านี้ไม่ค่อยนิยมทำการเทรด ดังนั้น คุณควรเตรียมรับกับการขาดสภาพคล่องและ slippage ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกัน spread ที่สูงมาก ตัวอย่างเช่น

  • USD/MYR
  • GBP/ZAR
  • AUD/THB

PIP และ SPREAD

การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าสกุลเงินที่น้อยที่สุดเรียกว่า pip ในตัวอย่างด้านล่าง เรามีคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่มูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 0.8106

หนึ่ง pip คือการขยับในหลักที่ 4 ของทศนิยม หากมูลค่าสกุลเงินขึ้นเป็น 0.8107 นั่นคือการขยับขึ้น 1 pip และหากมูลค่าสกุลเงินตกลงเหลือ 0.8105 นั่นคือการขยับลง 1 pip

หมายเลขสีแดงที่ติดกับมูลค่าสกุลเงินคือการเปลี่ยนแปลงรายวัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า วันนี้คู่สกุลเงิน EUR/USD ตกลงไป 15 pip 

LOT และขนาดตำแหน่ง

เมื่อคุณจะเปิดการเทรด คุณไม่เพียงแค่เลือกคู่สกุลเงิน แต่ยังรวมทั้งขนาดของการเทรด ซึ่งเรียกว่า ขนาดตำแหน่ง ซึ่งวัดจาก lot โดยstandard lot คือมาตรวัดขนาดตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดและสามารถแบ่งเป็นขนาดต่าง ๆ  ดังนี้

  • Mini Lot คือ 10% ของ Standard lot
  • Micro Lot คือ 10% ของ Mini lot และ 1% ของ Standard lot
  • Nano Lot คือ 10% ของ Micro lot และ 0.1% ของ Standard lot

หากคุณเลือกเปิดบัญชีเทรดด้วยเงินลงทุนจำนวนน้อยมาก คุณควรจะเปิดการเทรดในขนาด micro lot และ nano lot ส่วนการเทรดใน mini lot และ standard lot ใช้เงินลงทุนที่สูงกว่า 

การวิเคราะห์การเทรด FOREX

เราอธิบายก่อนหน้านี้ว่านักเทรดแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนชอบเทรดจากข่าวกิจกรรมและบางคนชอบเทรดจากการดูอินดิเคเตอร์บนข้อมูลการเงิน นักเทรดทุกคนต่างก็จำเป็นต้องทำการวิเคราะห์เพื่อค้นหาโอกาสเทรดที่กำลังจะมาถึง เมื่อคุณจะเริ่มทำการเทรด คุณจะต้องรู้ว่า คุณเป็นนักเทรดประเภทใด นี่เป็นตัวอย่างสั้น ๆ ของนักเทรดแบบต่าง ๆ ว่าทำการวิเคราะห์อย่างไรและพวกเขาค้นหาอะไร

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน  นักเทรดที่ทำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะมองหาข่าวสารกิจกรรมสำคัญที่จะมีผลกระทบกับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งในคู่สกุลเงิน

ตัวอย่างเช่น  ในช่วงวันที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะออกรายงานดัชนีราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการประเมินสภาพตลาดการเคหะของสหรัฐฯ ด้วยที่อยู่อาศัยเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถ้าหากดัชนีราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น จะช่วยให้เกิดสภาพตลาดกระทิงสำหรับนักเทรด แต่หากดัชนีราคาที่อยู่อาศัยตกลง จะช่วยให้เกิดสภาพตลาดหมี

ในฐานะนักเทรดปัจจัยพื้นฐาน คุณจะต้องทำการวิเคราะห์ล่วงหน้าก่อนที่รายงานฉบับนี้จะออก เพื่อที่คุณจะสามารถเปิดตำแหน่งเมื่อตอนที่รายงานดังกล่าวจะออก และทำกำไรจากความผันผวนที่เกิดจากรายงานฉบับนี้

การวิเคราะห์ทางเทคนิค นักเทรดที่ทำการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งมองหาโอกาสในการเทรด จะใช้เวลาในการวิเคราะห์กราฟโดยใช้อินดิเคเตอร์และเครื่องมือช่วยในการเทรด

ตัวอย่างเช่น  นักเทรดจะดูอินดิเคเตอร์ moving average (เส้นค่าเฉลี่ย) กับสองช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เมื่อเส้นระยะยาวเริ่มตกลงมายังเส้นระยะสั้น นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่า แรงส่งราคาของตลาดเริ่มหมดลงและอาจจะทำให้แนวโน้มกลับทิศทาง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ซื้อหรือขายขึ้นกับอยู่กับตำแหน่งที่เปิด

การวิเคราะห์ความรู้สึก  นักเทรดที่ใช้การวิเคราะห์แบบนี้ค่อนข้างน้อยกว่าสองรูปแบบข้างต้น เพราะการวิเคราะห์ความรู้สึกนั้นทำได้ยากและเข้าใจผิดได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น  มีเครื่องมือที่ให้นักเทรดรวบรวมมุมมองของนักเทรดคนอื่น ๆ จากทั่วทุกมุมโลกที่รู้สึกกับคู่สกุลเงินใดคู่สกุลเงินหนึ่งโดยอ้างอิงจากการเทรดของพวกเขา รูปแบบเฉพาะและพฤติกรรมของอินดิเคเตอร์ต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ข้อสรุปกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับตลาดกับผู้อื่น ซึ่งสามารถใช้เทรดทำกำไรได้

ตอนนี้ยังไม่มีตัวอย่างที่ชัดเจนของการวิเคราะห์ความรู้สึก ดังนั้นฉันขอทิ้งประเด็นนี้ไว้ก่อนและจะเขียนบทความเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความรู้สึกแยกต่างหาก

โบรกเกอร์และประเภทโบรกเกอร์

โบรกเกอร์ Forex แต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน โบรกเกอร์แต่ละเจ้ามีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยโบรกเกอร์บางเจ้าทำการเทรดตรงกันข้ามกับลูกค้าของตนเพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับคู่สกุลเงินที่ลูกค้าต้องการเทรดทันที แต่ในการทำเช่นนี้ โบรกเกอร์จะกลายเป็นคู่สัญญากับลูกค้า นี่เป็นตัวอย่างย่อ แต่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ผู้ทำตลาด หรือ Dealing Desk เป็นโบรกเกอร์ที่จะเป็นคู่สัญญากับการเทรดของคุณ ซึ่งโบรกเกอร์จะกำหนดเงินฝากขั้นต่ำที่มากกว่าและมี spread ที่กว้างกว่า

Non-Dealing Desk มีสองประเภทคือ โบรกเกอร์ ECN และโบรกเกอร์ ECN/STP

โบรกเกอร์ ECN ให้นักเทรดทำการเทรดโดยตรงกับตลาดระหว่างธนาคาร หมายความว่า โบรกเกอร์จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเทรด ซึ่งก็คือ โบรกเกอร์จะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับคุณ แต่ก็หมายความว่า หากตลาดไม่มีสภาพคล่อง นักเทรดเตรียมรับมือกับ slippage

โบรกเกอร์ ECN/STP เองก็รับเรทราคาโดยตรงจากตลาดระหว่างธนาคาร แต่ในกรณีที่ตลาดไม่มีสภาพคล่อง ทางโบรกเกอร์ก็สามารถสร้างสภาพคล่องให้กับนักเทรด โดยการกลายเป็นโบรกเกอร์แบบ Dealing Desk ที่จะเป็นคู่สัญญากับการเทรดของคุณ หมายความว่า มีโอกาสที่จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างโบรกเกอร์กับคุณ แต่ก็ไม่มากเท่ากับโบรกเกอร์แบบ Dealing Desk

คุณจะเปิดการเทรดครั้งแรกอย่างไร

ตอนนี้เราเข้าใจดีแล้วว่า Forex คืออะไรและตลาด Forex ทำงานอย่างไร ตอนนี้เรามาดูกันว่า คุณจะเปิดการเทรดแรกอย่างไร

1. เลือกคู่สกุลเงินที่คุณต้องการเทรด

ตัวอย่างเช่น เราเทรด EUR/GBP เพราะเราเชื่อว่า มูลค่าของสกุลเงิน EUR จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปอนด์ (GBP) หลังจากที่นายกรัฐมนตรีของอังกฤษพบปะกับรัฐบาลยุโรปเพื่อปรึกษาเงื่อนไขการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) มีข่าวลือว่า หลายชาติในยุโรปไม่พอใจกับข้อเสนอของอังกฤษ ดังนั้นเราจึงต้องการเทรดกับความผันผวนนี้

2. เลือกจำนวนที่เราต้องการลงทุน

จากตัวอย่างข้างต้น เราเลือกลงทุน 150 EUR และตัดสินใจใช้ leverage 1:100 หมายความว่า เราใช้ 150 EUR เพื่อการลงทุนมูลค่า 15,000 EUR  (ซึ่งเราคำนวณจากเงินลงทุน x Leverage)

3. เลือกทิศทางที่คุณเชื่อว่าตลาดน่าจะขยับ

ดังที่อธิบายในขั้นตอน 1 เราเชื่อว่า EUR จะมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับ GBP ดังนั้นเราจะทำซื้อ EUR และเมื่อเราทราบว่าเมื่อไหร่ที่มูลค่าของ GBP จะตกลง เราจะปิดการเทรดด้วยจำนวน GBP ที่มากกว่าตอนที่เปิดการเทรด

4. ปิดการเทรดเมื่อคุณรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้ว

เราเปิดการเทรดเมื่อราคาของ EUR/GBP อยู่ที่ 0.8750 และอย่างที่เราคาดการณ์ว่า EUR จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ GBP เราปิดการเทรดที่ราคา 0.8900 ความเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 0.015 (15 pip) 0.015 ที่ได้จากการลงทุนจำนวน 15,000 EUR เท่ากับกำไร 225 EUR

สรุป

การเทรด Forex เป็นการเทรดคู่สกุลเงินที่นักเทรดไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์ แต่เป็นการเก็งมูลค่าสกุลเงินในอนาคตแทน ด้วยการเทรด Forex เป็นการเก็งกำไร ดังนั้น การเทรดจึงมีความเสี่ยงและการเทรดในผลิตภัณฑ์ที่มี CFDs เป็นธุรกิจที่เสี่ยง นักเทรด Forex จะต้องควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ และยิ่งอัตราส่วนแพ้-ชนะสูงเท่าไหร่ นักเทรดจะยิ่งทำกำไรมากเท่านั้น

การเทรด Forex และ CFDs นั้นไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนบางคน และการเทรดในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาพร้อมกับความเสี่ยงสูญเสียเงินลงทุนอย่างรวดเร็วจาก leverage นักลงทุนรายย่อย 75 – 90 % สูญเสียเงินจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้น คุณควรพิจารณาว่า คุณมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ CFDs และคุณสามารถยอมรับความเสี่ยงที่จะเสียเงินทุนสูงได้หรือไม่